กลัว โกรธ เกลียด หงุดหงิด รำคาญ แค้นเคือง อุปสรรคมิให้ตนเข้าถึงเมตตา (จากหนังสือ ความสุขที่รัก ไพรวรินทร์ ขาวงาม)

..สำหรับตัวเอง หลายครั้งกับชีวิตประจำวัน ทั้งที่ตั้งปณิธานกับตัวตนเองว่า จะฝึกปฏิบัติจิตภายในให้เข้าถึงแก่นธรรมอย่างแท้จริง แต่เอาเข้าจริงเมื่อมีสิ่งภายนอกจากบุคคลรอบข้างมากระทบ เพียงเรื่องบางเรื่องไม่น่าโกรธ ก็โกรธเกรี้ยว รุนแรง หงุดหงิด แสดงออกมาเป็นคำพูด เหตุเพราะความหวาดระแวง กลัว และเกลียดพฤติกรรม บางอย่างของผู้อื่น ไม่อยากให้มาแสดงหรือให้เรารับรู้ และเสมือนหนึ่งเราเป็น ผู้รู้ผู้เห็นผู้มีส่วนร่วมอยู่ในเรื่องราวกิเลสของผู้นั้นอีก อาการที่แสดงออกไป ลึก ๆ แล้วไม่ได้ผูกอาฆาต แต่ยังขาดความเมตตา ที่จะพยายามใช้วิธีพูดจาดี ๆ ออกมาด้วยวาจาปกติ เสมือนเป็นการชี้ทางเมื่อเล็งเห็นว่าผู้นั้นยังขาดหลักธรรมในชีวิต แล้วพยายามชี้นำด้วยความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ผู้เกิดแก่เจ็บตาย ให้รู้เห็นเป็นไปในความจริง

แต่ทั้งนี้จากที่ได้ใช้วิธีพูดจาดี ๆ ที่ผ่านมาแล้วไม่เห็นผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้นั้นให้อยู่ในสถานะที่มนุษย์พึงมีธรรม หรือพยายามลดการกระทำที่ผิด ผู้นั้นเมื่อได้รับการพูดจาดีกลับไป แม้จะเป็นการชี้ทางธรรม แต่กลับคิดว่าการพูดจาดีแบบนี้แสดงว่าเราไม่ได้โกรธหรือว่าอะไรในสิ่งที่กระทำหรือแสดงต่อเราอย่างจริงจัง บางครั้งทำให้เราผู้ซึ่งยังขาดความเมตตาอีกมากที่จะใช้ในการชี้ทางดี จึงยากจะทนต่อพฤติกรรมในบางเวลา ต้องแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่เราเองก็ไม่ได้อยากแสดง การตะคอก การโกรธ หงุดหงิด ใส่กลับไปยังผู้นั้น อาการหงุดหงิดรำคาญ จึงเป็นเสมือนด่านกำแพง ไว้คอยปิดกั้น ว่าเมื่อใดที่มีผู้เข้ามาพยายามจะยัดเยียดให้แปดเปื้อนกิเลส ก็จะได้รับความโกรธเคืองนี้กลับไป ผลต่อมาเราเองก็รู้สึกแย่ที่กระทำในสิ่งที่ไม่อยากกระทำ สำนึกเสียใจในภายหลัง บางทีเราอาจปรุงแต่งต่อเติม พฤติกรรมบางอย่างของฝ่ายตรงข้ามเพิ่มเติมเกินไป ทำให้ปิดกั้นทำร้ายตัวเอง โอกาสแห่งธรรม ที่มักเข้ามาทดสอบอารมณ์จิตใจเสมอ จึงไม่ผ่านการทดสอบบ่อยครั้ง