ฝึกเรียนจึงจะรู้ ฝึกดูจึงเห็น บทเรียนจากชีวิตประจำวัน หลายคนคงเคยผ่านความรู้สึกหงุดหงิด หรือไม่พอใจกับพฤติกรรมต่างๆ ของใครก็ตามที่เราต้องเจอ หรือเขาต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเราในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไร เกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหนกับเรา ไม่มีใครได้รับความพอใจตามใจตนเอง จากอีกฝ่ายหนึ่งได้ตลอดเวลา เพราะแต่ละคนต่างที่มา ของแต่ละคนที่ต่างกัน แต่ด้วยเหตุใดก็ตาม หากชีวิตต้องมาเกี่ยวพันกันไม่ว่าความสัมพันธ์ฉันใดก็ฉันนั้น ทุกคนต้องพบกับความไม่พอใจ และเมื่อไม่พอใจ ก็หงุดหงิด โมโห โกรธ พร้อมกับการแสดงท่าที หรือมีคำพูดแสดงเจตนาของอารมณ์ภายในออกมาในขณะที่มีอารมณ์เหล่านี้ ในหลากหลายรูปการณ์ มีใครบ้างไหมที่จะต่อว่าตัวเอง โทษตัวเองก่อน หรือหาสาเหตุจากตนเองในการเกิดความไม่พอใจ นั้น ๆ ว่าเหตุมาจากตัวเราเอง แม้แต่ตัวฉันเอง บ่อยครั้งที่มักโทษไปที่อีกคนก่อน และมักหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดตัวเองในการให้คะแนนความถูกผิดของตัวเอง และคู่กรณี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่เราได้พบกับอารมณ์ที่หลากหลายนั้น ฉันเรียนรู้ว่า มาจากตัวฉันเอง เพราะฉันตั้งความหวัง ความคิด และคาดหวัง ที่จะอยากเห็น อยากได้ยิน อยากให้อีกฝ่ายทำอย่างใจฉันคิด แต่พอเขาทำไม่ได้ดั่งใจฉันคิด ฉันมักจะโทษที่คน ๆ นั้นก่อน เหมือนคนนั้นทำผิดต่อเรา หรือต่อคนอื่น ๆ ทั้งที่จริงแล้วคงไม่มีใครทำผิดต่อใครได้ หากแต่ทุกคนน่าจะทำผิดต่อตนเอง ตรงที่ไม่เคยสนใจตัวเอง ปล่อยให้ใจตัวเอง ตั้งความคิดขึ้นมาต่าง ๆ นานา แล้วยังจะให้คนอื่นมาทำให้ความคิดที่เราคิดขึ้นมานี้ สมปรารถนาดั่งความคิดเราอีก เหมือนเป็นการทำร้ายใจตัวเองตลอดเวลา หากยังไม่หยุดคิด หยุดหวังจากภายนอก เพราะความคิด คำนี้ ที่นำทุกสิ่งที่ทำให้เราเกิดได้ทั้งทุกข์และสุข มาให้เรา เป็นคำสอนที่เป็นจริง แต่จะให้เห็นจริงยิ่งกว่า ฉันต้องลองศึกษาเรียนรู้ความคิดที่ว่านี้ จากชีวิตประจำวัน การฝึกดูความคิดตัวเอง เหมือนเป็นการฝึกใจอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกับคนใกล้ตัว ในทุกที่ทุกเวลา หากเราเห็นความคิดเราได้ทุกขณะ และตามทัน เราจะรับรู้ทันทีที่ความคิดไม่ดี ได้เกิดขึ้น และวินาทีนั้นมันกำลังเริ่มทำร้ายใจเรา ฉันไม่สามารถหยุดคิดได้ทันที แต่ดูความคิดที่เกิดขึ้นมาให้รู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ พอฉันเห็นความคิดไม่ดี ความคิดมันไม่ไปต่อ มันหยุดอยู่แค่นั้น แม้ว่าบางครั้งจะหยุดยากก็ตาม แต่ฉันพยายามทุกครั้ง นี่อาจจะเป็นการหยุดความคิดในทางเกิดทุกข์ ในขณะเดียวกัน ฉันก็เคยพยายามหยุดในทางเกิดสุขด้วยเช่นกัน เพราะที่จริงแล้ว ทุกข์ หรือสุข ก็คือ ความคิด พอความคิดพอใจ ก็คือสุข ความคิดไม่พอใจ ก็ทุกข์ เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่เราได้เจอและสัมผัส มักมีหลากหลายอารมณ์ ที่ทำให้เราได้บทเรียน พร้อมฝึกปฏิบัติไปในตัว แต่จะมีใคร สนใจบทเรียนยิบย่อยในทุกวินาที ที่เข็มนาฬิกาเดินผ่านไปกันบ้างไหม จะเกิดความสนใจกันก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความทุกข์ หรือสุขได้อย่างชัดเจนเท่านั้น
สิ่งที่ได้จากธรรม
10/07/2008
ทุกครั้งที่ฉันอ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ การปฏิบัติธรรม หรือการแบ่งเวลาไปศึกษาโดยตรงจากครูบาอาจารย์ สิ่งที่เรียนรู้และพยายามทำคือ พยายามเฝ้าดูอาการทางกาย และทางใจ ของตัวเอง ดูให้เห็นชัดว่า อาการที่เกิดแต่ละขณะเป็นเช่นไร สิ่งที่ฉันตั้งใจปฏิบัติเพื่อการเรียนรู้จิตตัวเอง แค่พยายามจะรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดแต่ละครั้งของตัวเอง และดูให้เห็นอารมณ์หลากหลายที่เกิดแต่ละครั้ง เพื่อให้ตัวเองมีสติพอที่จะพิจารณาอาการที่เกิด และยับยั้งได้ก่อนที่จะแสดงอะไรออกไปทางกายและวาจา เป็นเหตุที่พาความทุกข์เข้ามาให้
ปฏิบัติธรรม 51
24/06/2008
24-28 มีนาคม 2551
ให้เวลากับตัวเอง 5 วันไปธรรม ณ สถานที่เดิม บ้านพาณิชย์กุล เพราะเดินทางสะดวก และไม่ไกลมากนัก จากประสบการณ์ครั้งก่อนทำให้คุ้นกับสถานที่ พระวิปัสสนาจารย์ คือ พระมหาทองมั่น สุทฺธจิตฺโต ท่านเดิม ท่านยังคงให้ฝึกฝนกายกับจิตไม่ต่างจากครั้งก่อน แต่ความรู้เพิ่มเติมที่เราได้มากขึ้น คือรู้กาย รู้ใจ มากขึ้น เป็นช่วงเวลาที่พากายใจไปฝึกเพื่อไปให้ถึงการรู้จริงถึงแก่นของชีวิตแม้เวลาที่ให้กับการฝึกยังน้อยไป แต่อย่างน้อยก็ยังแบ่งเวลาบางส่วนของชีวิตไปหาบางส่วนของธรรมนำมาฝึกฝนให้จิตเข้มแข็งมากขึ้นกับการเดินทางของชีวิต
50 แบ่งเวลาธรรม
05/11/2007
ความตั้งใจจะรักษาศีล 8 ให้ได้ในทุกวันพระประมาณ 4 ครั้งต่อเดือนในขณะที่บอกกับตัวเองว่าไม่มีเวลาไปยังสถานปฏิบัติธรรม ส่วนใหญ่จะล้มเหลว เพราะจิตใจที่ยังถูกฝึกไม่พอ ทำให้ต้องยอมลางานหาเวลาไปปฏิบัติธรรมแบบมีครูบาร์อาจารย์ สอน แนะนำ ณ สถานที่ปฏิบัติธรรมตามสมควร ครั้งนี้พบสถานที่ไม่ไกลมากนักสำหรับการเดินทางเพราะอยู่ในกรุงเทพฯ ทุกอย่างลงตัว 2-6 มิ.ย 50 ณ สถานปฏิบัติธรรมบ้านพาณิชย์กุล
2 มิ.ย …..วันเริ่มธรรม
ตื่นนอนแต่เช้า เพราะกลัวจะไปลงทะเบียนการเข้าอบรมสาย เนื่องจากยังไม่เคยไป แต่มีแผนที่นำทางแล้ว สำหรับการเดินทางไปสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งนี้
พิธีมอบตัวถวายเป็นศิษย์ พระวิปัสสนาจารย์ กับ อาจารย์ พระมหาทองมั่น สุทฺธจิตฺโต และอาจารย์ พระณรงค์ กนฺตสีโล ผ่านไปด้วยใจสงบ ท่านสอนวิธีการปฏิบัติในตอนแรก หลังจากนั้นต่างคนต่างปฏิบัติเอง บริหารเวลาเอง ควบคุมตนเอง และต้องเข้าสอบอารมณ์โดยพระวิปัสสนาจารย์ ทั้ง 2 ท่าน เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ท่านจะได้ช่วยแก้ปัญหาในการปฏิบัติเป็นรายบุคคล การปฏิบัติเป็นไปด้วยความตั้งใจ ทำตามที่ท่านสอนให้ดู สอนให้รู้ แม้บางครั้งจะเห็น บางครั้งจะรู้ ตามวิธีที่ท่านบอก แต่ส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่เห็นชัดเจนกว่าสิ่งอื่น คือ ใจหรือความคิด ที่ไม่นิ่ง ไม่อยู่ที่นั่น ที่ๆ กายของฉันอยู่ และพอกำหนดทันมันได้ เรียกกลับมาดูกาย มันกลับมาได้ชั่วเวลาไม่นานมันไปไว แบบจับไม่ได้ไล่แทบไม่ทันเลย มันไม่อยากอยู่ มันวิ่งไปหลายที่ ไม่ยอมพักอยู่กับกายที่กำลังสบายอยู่ที่นั่น กายที่นั่งพักหลับตาเพื่อหาสมาธิ หรือ เดินจงกรม ก้าวย่างอย่างช้า ๆ ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใจเจ้ากรรม เจ้าก็ยังมิวายจะหาช่องทางไปข้างนอกได้บ่อย ๆ กว่าการกลับมาที่กาย มาดูเท้ายก ย่าง เหยียบ ที่แต่ละวันในชีวิตที่วุ่นวายภายนอกไม่เคยพิจารณาดูได้ทัน เพราะเราทำทุกอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างที่นี่ ช้า ช้า และชาตอนนั่งนาน ๆ จะหยิบจะจับ จะขยับทำอะไร ต้องอยู่ในอาการคล้ายคนป่วย หรือยิ่งกว่า เพื่อให้ตามดูให้เห็น และรู้เท่าทัน อาการต่าง ๆ อย่างมีสติ แต่เจ้าตัวใจ ก็ยังมิวายไม่สนใจตัวกาย ของตัวเองเลย แต่ฉันก็พยายาม เพื่อให้ใจกับกายอยู่ด้วยกันมากกว่านี้ แม้ต้องใช้เวลา อีกนานเท่าไร ก็ตาม
วันแรกกำลังจะผ่านไป สี่ทุ่มกว่าแล้ว เสียงฝนตก ล้มตัวลงนอน การปฏิบัติยังคงกำหนดว่า นอนหนอ..แต่ใจไม่ยอมนอนตามกาย วิ่งไปหาคนข้างนอก เขาทำอะไร นอนหลับหรือยังตอนนี้ คิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า คิดหนอ ๆ ๆ
3 มิ.ย ธรรมต่อ
ตีสี่ตื่นนอน พากายใจขึ้นปฏิบัติตามเวลา เดิน และนั่ง อย่างละ 40 นาที ฟังธรรม อาหารเช้า 7 โมง ผ่านไป เตรียมสอบอารมณ์ 9 โมงเช้า หลังสอบอารมณ์ผ่านไป ไม่ได้สงสัยอะไรมาก พระอาจารย์ให้เวลาเพิ่มในการปฏิบัติ วันนี้เริ่มรู้สึกดีขึ้น หลังจากวันแรกอึดอัดนิดหน่อย กับการปรับตัว ทำอะไรช้ามาก ๆ และยังไม่ชิน และสิ่งที่ปฏิบัติวันนี้ ดูกาย เห็นเวทนา ที่เกิดขึ้น รับรู้อาการ ทำหน้าที่เป็นผู้ดู ไม่เป็นผู้กำกับแก้ไข ดูอย่างเดียว เหมือนท่านอาจารย์บอก ฉันจึงเห็น อาการปวดที่ขาอย่างมากสุด ปวดเข้ากระดูก ฉันเฝ้าดูอาการนั้น ด้วยใจที่ไม่ได้วิ่งไปที่อื่น คงเป็นห่วงกายละซิทีนี้ เพราะพื้นฐานเบื้องลึกจิตใจของคนเรา รักตัวเองยิ่งกว่าใครทั้งนั้น “รักอื่นเสมอด้วยตนเองไม่มี” (คำตรัสพระพุทธเจ้า) ดู รู้อาการเจ็บและปวดนั้น อยู่เกินครึ่งชั่วโมงผ่านไป เพราะเป็นเพียงผู้มาฝึก ทนได้เท่านั้น ออกจากนั่งสมาธิ ได้ความเข้าใจในธรรม อีกหนึ่งวัน การเข้าใจครั้งนี้ คงจะเก็บไว้ใช้ได้ในวันหนึ่ง หากชีวิตต้องได้รับความเจ็บปวดทางกาย อย่างทรมานสักวันนั้น ฉันจะนำประสบการณ์นี้ไปใช้ ด้วยการมีสติกับกายที่มีอาการเจ็บปวดนี้ และอยู่กับอาการนี้ได้ โดยที่ใจไม่ได้เจ็บปวดกังวล หรือทนทุกข์ทรมานไปด้วย และเห็นว่า กายนี้มิใช่ของเราจริง ๆ
4-5 มิ.ย ตามธรรม
ตามเวลาเหมือนเดิม ในการปฺฏิบัติ ได้ฟังธรรมมะ สอบอารมณ์จากท่านอาจารย์ และตามธรรมชาติเหมือนคนเรา เวลาทำอะไรที่คล้ายถูกบังคับ มักจะรู้สึกอึดอัด เกิดอาการเช่นนั้นภายใน จิตเหมือนถูกบังคับให้อยู่กับกาย ที่มันไม่เคยอยู่ มันอิสระ อยากไปโน่นนี่ของมันได้ตลอดมาวันนี้ มันโดนบังคับให้ตามดูกายตลอด และตั้งใจให้มันทำให้ดีทึ่สุด มันจึงรู้สึกอึดอัด ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ก็รู้ว่าการปฏิบัติ ไม่ได้ดีทุกวัน เมื่อวานสมาธิดี วันนี้สมาธิสั้น ทุกอย่างไม่เที่ยง ไม่เหมือนกันทุกวัน แปรผันไปตามเวลา และจิตที่ไม่นิ่ง เพียงแต่เรารับรู้ได้ว่า นี่ไง ความไม่เที่ยง ไม่ดีเหมือนกันทุกวัน ไม่เป็นไปตามคาดหวัง จะให้ดีเหมือนกันทุกวัน คาดหวังว่าจะปฏิบัติได้ดีขึ้นทุกวัน เพราะมีความอยาก และคาดหวังเกิดขึ้น เหมือนมีกิเลสความอยากครอบงำ ทำให้จิตถูกบังคับ ผลลัพธ์ จึงเป็นเช่นนี้ แต่ก็มีสิ่งดี ที่ทำให้เห็นความไม่เที่ยง.. ขนาดตัวเรายังเป็นเช่นนี้ แล้วคนอื่นเล่า จะเอาความแน่นอนทุกวัน กับเขาได้อย่างไรกัน
6 มิ.ย
วันสุดท้าย รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว ครบวันที่ 5 แล้วหรือนี่ มีเวลาปฏิบัติถึงแค่บ่ายสองโมง หลังจากนั้นก็เป็นพิธีลาศีล พร้อมขอขมา อาจารย์ กว่าพิธีจะเสร็จ ก็เกือบบ่ายสี่โมง กลับบ้านด้วยจิตใจ ที่โล่งสบาย มีพลังใจ กับการกลับมาใช้ชีวิตปกติ สามัญทั่วไป และบอกกับตัวเองว่า จะพยายามนำสิ่งที่ไปเรียนรู้มาใช้กับชีวิตประจำวันให้มากที่สุด เท่าที่ตัวเองจะทำได้ และไม่ว่าต้องเจอกับบททดสอบอารมณ์แค่ไหน ก็จะพยายามใช้บทนั้น เรียน และฝึกฝน ต่อไปในชีวิตที่ยังเหลือ..
ขอบคุณทุก ๆ สรรพสิ่ง ที่มีส่วนร่วม ในบุญกุศลครั้งนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญที่ได้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดของข้าพเจ้า ให้กับทุก ๆ สรรพสิ่ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าทั้งหมดทั้งในอดีตและปัจจุบันชาติ