ความลับในความรัก

2 Comments

เขียนโดย John Armstrong และแปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา
“ถ้าความรักทำให้ตาบอด หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ตาสว่าง”
คัดมาบางคำ:
ความรักคือที่สุดแห่งสุขและทุกข์ที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถรู้สึกได้ ความรักคืออะไรกันแน่ ทุกคนล้วนปรารถนาความรักที่จีรังยั่งยืน แต่ในความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระยะยาว กลับลดถอยลง คนทั่วไปมักคำนึงถึงแต่ความรัก ณ จุดเริ่มต้นอันหวือหวา แล้วยังปรารถนาจะให้ความรักนั้นมั่นคงยั่งยืนด้วย แต่ความรักแท้จริงแล้วคือ ความรักที่หนักแน่นมั่นคงไม่ว่าชีวิตคู่ต้องประสบอุปสรรคความยากลำบากใด ๆ ก็ตาม ความรักจะโดนทดสอบตลอดเวลา เราจึงต้องทำความเข้าใจกับความรักระยะยาว ไม่มีนิยามแน่ชัดสำหรับความรัก ประสบการณ์ความรักมักแปรเปลี่ยนไปตามกาล ความรักจึงไม่ใช่ค่าคงที่ และต้องมีประวัติศาสตร์ มีที่มา และที่ไปบางครั้งเรารู้สึกว่าคนรักของเราไม่ได้รู้จักเราจริง ๆ เพราะเขาเข้าไม่ถึงตัวตนข้างในของเรา นี่คือต้นตอของความรู้สึก โดดเดี่ยวอ้างว้างทั้ง ๆ ที่มีเขาอยู่ด้วย

เป็นหนังสือที่อ่านแล้วคิดย้อนสำรวจตัวเอง บางหน้านำเปรียบเทียบกับตัวเอง หรือเรื่องราวที่เคยผ่านพบ ยังมีอีกหลายมุมที่เป็นความลับในความรักที่เรามี ที่เราเองยังไม่กล้าแม้จะเปิดเผยกับตัวเองด้วยซ้ำในบางเวลาที่รู้ตัวเองว่าเป็นเช่นไร แล้วจะไปคาดหวังจากใครให้มาเข้าใจเราทุกเรื่องทุกอารมณ์ 

ร้องไห้กับวรรณกรรม

Comments Off

orange1

“ต้นส้มแสนรัก” แรงบันดาลใจที่หาวรรณกรรมเล่มนี้มาอ่าน เพราะว่าได้รู้การขนานนามเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้สำหรับนักอ่าน อีกอย่าง ยังการันตีว่าเป็นหนังสือที่ได้รับการแปลหลายภาษายอดจำหน่ายสูง และแพร่หลายในหลายประเทศ นักอ่านหลายรุ่นที่กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ วรรณกรรมเล่มนี้ถูกเลือกให้เป็นหนังสือเล่มโปรดของบรรดานักอ่านหลายคน หนังสือที่เล่มไม่โต และไม่หนา แต่ต้องใช้เวลาทีละนิดค่อย ๆ อ่าน เพราะต้องใช้สมาธิ ทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องที่มีความลึกซึ้งบวกจินตนาการแต่ละรายละเอียด น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่อ่านไปยังไม่ถึงครึ่งเล่ม ฉันนึกอายที่อ่านหนังสือแล้วร้องไห้ออกมา ก็คิดไปว่า นี่ฉันอ่อนแอ หรืออ่อนไหว อารมณ์แค่อ่านหนังสือถึงกับน้ำตาไหลได้ คนอื่นเขาอ่านกัน เขาร้องไห้กันหรือเปล่า มีคำถามในใจฉัน ในขณะเอามือแอบปาดน้ำตา ฉันไม่เล่าให้เพื่อนฉันที่เธออ่านมาก่อนฟัง เพราะกลัวจะโดนล้อ เมื่อเพื่อนเห็นฉันอ่าน เธอถามว่า ถึงไหนแล้ว มีใครตายยัง ฉันไม่ได้รู้สึกถึงคำบอกใบ้นั้น ว่าหนังสือ เศร้า และกดดันเค้นน้ำตาแค่ไหน จนเธอเฉลยว่าตอนเธออ่านหนังสือเล่มนี้ อ่านไปร้องไห้ไป ฉันก็เลยยอมรับกับเธอว่า ฉันร้องไห้มาสองรอบแล้ว และไม่คิดว่าจะต้องร้องอีก เมื่อต้องอ่านต่อไป พร้อมเตรียมใจไว้ให้เข้มแข็งก่อนอ่านต่อว่าฉันจะไม่อ่อนไหวอีก พอถึงท้ายเล่ม กับยิ่งมีแรงกดดันต่อมน้ำตาแตกหลั่งไหลมากกว่าทุกครั้ง และหยุดยั้งไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถวางหนังสือให้เลิกอ่าน ณ ตอนนั้น อารมณ์เข้าไปในวรรณกรรมเตลิด และพยายามห้ามตัวเอง บอกว่านี่เป็นแค่หนังสือ แต่ความรู้สึกคือมันเป็นจินตนาการในโลกแห่งความเป็นจริงได้ของวัยเด็ก ต้องพยายามหยุดน้ำตาเพราะว่าหายใจไม่ออกเนื่องจากแน่นจมูก พยายามกลั้นและอ่านต่อไปโดยหายใจทางปาก จนกระทั่งจบ เกือบแย่ นั่งหอบเพราะว่าต้องใช้ปากหายใจ นี่คือวรรณกรรมที่ใครๆเลือกให้เป็นหนังสือเล่มโปรด แม้จะโหดร้าย! กดดัน! เศร้า!กับทางอารมณ์ แต่ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่เลือกวรรณกรรมยอดเยี่ยมสำหรับฉันเช่นกัน เป็นหนังสือที่ทุกคนควรได้อ่านจริง ๆ และเมื่ออ่านแล้ว ก็คงอยากส่งต่อให้คนที่ยังไม่ได้อ่านได้เข้ามามีส่วนร่วมทางอารมณ์ ที่ท้าทายว่าจะมีใครไม่เสียน้ำตา!!

ส้มสีม่วง

Leave a comment

 

วรรณกรรมเยาวชนยอดเยี่ยม นายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2544

ชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชน เพราะว่าจินตนาการที่ถูกสร้างไว้ในงานเขียน อ่านแล้วสนุก บางทีความรู้สึกก็พาย้อนกลับไปในวัยเด็กที่ทำให้หัวใจเรายิ้มออกมาในขณะที่อ่าน แม้วัยได้ผ่านวันเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่จินตนาการในวัยเด็ก ไม่ได้หายไป อาจถูกแทนที่ ด้วยวันและวัยที่ล่วงไป มีหน้าที่มากมายให้รับผิดชอบมากขึ้น แต่ส่วนลึกของหัวใจ ฉันเชื่อว่าทุกคนยังมีจินตนาการแห่งวัยเด็กฝังอยู่ การได้อ่านวรรณกรรมสำหรับเยาวชนบางเล่มอาจบังเอิญเข้ามาขุดคุ้ยความรู้สึกในวัยเยาว์ขึ้นมาอีกครั้งได้ เมื่อฉันได้อ่านเล่มนี้ และรู้จักกองทัพปราบฝันเข้า ทำให้มองย้อนกลับไปว่า เราก็เคยโดน “กองทัพปราบฝัน” เล่นงานมาเหมือนกัน จวบจนปัจจุบัน กองทัพพวกนั้น ยังไม่ได้หายไปไหน ยังคงอยู่ใกล้ตัวหรืออยู่ในตัวเรา บางเวลา เหล่าทัพเหล่านี้ ก็ออกมาทำลายเราโดยไม่รู้ตัว เมื่อวันที่เราอ่อนแอ ส้มสีม่วง วรรณกรรมอีกเล่มที่อ่านจบลงแล้ว รอยยิ้มและจินตนาการของกองทัพปราบฝันยังคงติดอยู่ในใจ ทุกครั้งที่นึกถึงหน้าตาเหล่านักรบพวกนี้ที่มักเข้ามาทำลายฝันในบางวัน หากใคร ๆ ได้รู้จักจินตนาการหน้าตากองทัพปราบฝันพวกนี้ในวรรณกรรมเล่มนี้ ทุกคนจะได้ระวังตัว ระวังความฝัน ที่พร้อมจะถูกทำลายลงไปทุกวัน สำหรับฉัน กองทัพพวกนี้มีจริง ไม่ใช่ดั่งจินตนาการอีกต่อไป และอยู่รอบ ๆ ตัวเรา พร้อมจะปราบฝันเราทุกวัน ไม่ว่าฝันนั้นจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม ฤทธิ์เดชของกองทัพปราบฝัน เป็นอย่างไรแต่ละตัว มีใครให้ความสนใจกับการโดนนักรบเหล่านี้เล่นงานเข้าบ้างในแต่ละวัน ขี้เกียจตัวเป็นขน ผู้นำกองทัพ นามว่า นายพล ขี้เกียจคิด ขี้เกียจฝัน นายช่าง ช่างมันเถอะ แห่งตระกูลไม่เป็นไร มีอาวุธคู่กายเป็นไขควง และชอบทำหล่นแล้วไม่เก็บ มักพูดว่า ช่างมันเถอะ ท่านอาวุโส อย่าเสี่ยง ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง จะไม่ชอบการขยับเขยื้อน เคลื่อนย้ายใด ๆ และมักจะทิ้งร่องรอยเป็นผืนแพรฝุ่นบางเบาที่ปกคลุมอยู่ตามพื้น นักรบ ผัดวันประกันพรุ่ง เวลาฉันเห็นใครชอบผัดวันประกันพรุ่ง เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยทำ ยังมีเวลาเหลือ พรุ่งนี้ค่อยอ่าน นั่นคือนักรบผู้นี้ กำลังทำลายความฝัน หรือความคิดที่จะทำสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นเร็วๆ ลงไป พึมพำ กระปอดกระแปด นักรบขี้บ่น ใครเป็นพวกขี้บ่นมั่ง นั่นอาจหมายถึง นักรบตัวนี้ได้ควบคุมอารมณ์คุณไว้ ท่าน หงุดหงิด งุ่นง่าน บางครั้งที่เราเกิดอาการนี้ นั่นไม่ใช่ตัวเราให้เรามีสติเสมอ ว่าเราเจอนักรบตัวนี้เข้าครอบงำ ท่าน เสียดสี แดกดัน ตัวนี้ ก็ไม่ดีนัก หากใครปล่อยให้เข้ามาทำลาย เพราะเวลาจะพูดอะไรมักไม่คิดถึงใจผู้ฟัง ท่าน อิจฉา ริษยา ตัวนี้ ฟังชื่อแล้วก็รู้ว่าเป็นตัวไม่ดี อย่าให้เข้ามาอยู่ในนิสัยเราได้ นักรบฆ่าเวลา คอยทำหน้าที่หน่วงเหนี่ยวเวลา ยามที่คนมีทุกข์ แต่ถ้าคนเรามีความสุข เขาจะรีบหมุนเวลาให้เร็ว จนทำให้เรารู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปเร็ว สังเกตซิ คนเรามักจะพูดหรือเปรยออกมาบ่อย ในบางช่วง ว่าทำไมเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน บางคราวอยากให้เวลาผ่านไปเร็ว ก็จะบ่นว่าเวลาช้าจัง หากเรากำลังรอสิ่งที่ทำให้เกิดความสุข ท่าน โกหก พกลม ไปไหนก็ต้องแบกถุงลมไว้ด้วย แถมพูดจาเชื่อไม่ได้เพราะมีคำโกหก หน่วยจู่โจมพิเศษ คือ นักรบเกลียดผัก ที่คอยยุแยงไม่ให้เด็กกินผัก หรือคนโตบางคนก็ยังไม่ยอมกิน คงจะพ่ายแพ้ต่อนักรบผู้นี้มาตั้งแต่เด็ก หลากหลายจินตนาการกับเหล่านักรบที่เป็นกองทัพปราบฝัน ถ้าใครได้อ่าน ก็จะรู้จักกองทัพพวกนี้ ที่จ้องทำลายเราอยู่ทุกวัน

บางหน้าจากหนังสือ

Leave a comment

จากการอ่านหนังสือ หลากหลายเล่ม ล้วนแล้วแต่ได้แง่คิดแตกต่าง หนังสือบางเล่มมีบางหน้าที่อ่านแล้วประทับใจกับข้อความบางตอน จึงอยากนำมาเก็บไว้ในเวลาที่ไม่ได้หยิบหนังสือเล่มที่อ่านแล้วกลับมาอ่านอีก

emptytemple1วิหารที่ว่างเปล่า บันทึกการเดินทางและอ่านหนังสือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

เป็นอีกเล่มที่ชอบมาก ได้หลากหลายอรรถรสจากบันทึกการเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ของผู้เขียน การเดินป่า การออกทะเล แต่สิ่งที่ชอบนอกเหนือจากการเขียนบันทึกการเดินทาง ตรงที่ “และอ่านหนังสือ” เพราะการอ่านหนังสือของตัวผู้เขียนแล้วได้นำบางตอนของหนังสือแต่ละเล่มเข้ามาสอดแทรกไว้ในวิหารที่ว่างเปล่า ที่อัดแน่นไปด้วยหลายบท หลายเล่ม หลายตอน ทำให้เราได้มีโอกาสรับรู้บางหน้า บางตอนของหนังสือที่เรายังไม่เคยอ่าน ถูกคัดตัดมาผสมผสาน กับชีวิตและแนวความคิดในหนังสือบันทึกการเดินทาง พร้อมสอดแทรกทัศนคติ แนวคิดของผู้เขียนลงไป ภาษาที่ใช้อ่านแล้วลึกซึ้งกินใจ มีความหมายที่บางครั้งต้องนึกย้อนกลับมาที่ตัวเอง หรือมองออกไปในสังคมยุคปัจจุบัน เป็นหนังสืออีกเล่มที่ขณะอ่านไม่อยากละวางก่อนจบเล่ม 

บางหน้าหนังสือที่นำมาเก็บไว้จากการอ่านเล่มนี้เป็นบทที่ผู้เขียนนำมาจากหนังสืออีกเล่ม และสอดประเด็นความเห็นไว้

ในหนังสือ ชื่อ ‘ความกล้า’ ท่านโอโชได้กล่าวไว้อย่างถูกต้องที่สุดว่า “คนเรือนล้านมักมีทัศนะผิด ๆ ว่าตัวเองกำลังรักกัน แต่นั่นก็เป็นแค่ความเชื่อของพวกเขา ความรักเป็นดอกไม้ที่บานยาก และมันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมือความกลัวหมดไปจากใจเรา อันนี้หมายถึงว่าความรักจะเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะกับคนที่ลุ่มลึกทางจิตวิญญาณเท่านั้น”

นี่เป็นเพียงประโยคที่ผู้เขียนนำมากล่าวอ้าง แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าชอบ คือ ความคิดคำเขียนที่ถูกสอดแทรกลงไปหลังประโยคนี้ว่า

     แน่ละ สิ่งที่ท่านโอโชพยายามอธิบายคงไม่ได้หมายถึง ‘ความรัก’ ในระดับอารมณ์พิศวาสที่ผู้คนมีต่อเพศตรงข้าม (หรือเพศเดียวกัน) หากหมายถึงรักแท้ซึ่งเชื่อมร้อยสองวิญญาณที่ปรารถนาดีต่อกันโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน หรือถ้าพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ มันน่าจะเป็นความรักในความหมายที่สูงสุดของถ้อยคำ ความรักในระดับนี้คงไม่ใช่แค่การถือกรรมสิทธิ์ในเรือนร่างสังขาร หรือการเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งมาคอยตอบสนองความพอใจของตนเองตามนโยบาย ‘รักแล้วต้องหลอมรวม’
    หากเข้าใจเช่นนี้แล้ว เราก็คงต้องยอมรับว่าที่มนุษย์ทุกข์โศกวนว่ายอยู่กับ ความรัก นั้นก็เพราะมันไม่ใช่ความรักในระดับที่ท่านโอโชกล่าวถึงจริง ๆ
    สำหรับคนทั่วไป ยิ่งมีความรักก็ยิ่งมีความกล้ว อย่างน้อยที่สุดก็กลัวการพลัดพราก กลัวการสูญเสีย หรือกลัวการถูกทอดทิ้ง และจากประสบการณ์ของผม ความกลัวที่แทรกตัวมาบดบังความรักจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเราขาดความกล้าหาญในเรื่องอื่น ๆหรือเข้าใจความกล้าหาญอย่างไม่ครบถ้วน
    นี่ไม่ใช่เรื่องเข้าใจง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเงื่อนไขที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน สังคมที่เรามีอยู่ทุกวันนี้คืออะไรเล่า หากมิใช่เครื่องจักรผลิตความกลัว ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง และความอ่อนแอ ไม่ว่าคุณจะผนึกตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของมันหรือแยกตัวออกมาอย่างผม ผลสุดท้ายก็ต้องถูกกัดกร่อนให้กลายเป็นสัตว์น่าสมเพชตัวหนึ่ง..ที่โหยหาความรัก เรียกร้องจากความรักโดยไม่ทันได้หวนนึกให้ชัดเจนว่าความรักคืออะไร
    ในที่สุด สภาพก็ผันแปรเป็นว่ายิ่งรักก็ยิ่งไม่รัก หรือยิ่งรักยิ่งทำร้าย เพราะทั้งหมดคือ ความสับสนระหว่างรักผู้อื่น กับรักตัวเอง

ท่านโอโชกล่าวไว้ว่า “ในความรักเราเติบใหญ่ขยายตัว ในความกลัวเรากลับหดแคบเล็กลง..ในความรักเราเปิดกว้างในความกลัวเราปิดประตู..ในความรักเรารู้จักไว้วางใจ ในความกลัวเรามีแต่ความหวาดระแวง..”

เมื่ออ่านมาถึงหน้านี้ในหนังสือ ฉันตอบออกมาในใจว่าใช่เลย กับสิ่งที่ผู้เขียนเพิ่มเติม เพราะรอบ ๆ ตัวแม้จะยังไม่ผ่านชีวิตไปถึงวัยที่เรียกว่าประสบการณ์มากมาย แต่เห็นด้วยกับคำเขียนในมุมนี้ ในช่วงชีวิตที่เติบโต และเรียนรู้ชีวิต พบการเสียใจมากมายจากผู้คนรอบข้างส่วนใหญ่ไม่พ้นเรื่องความรัก ที่คนทั่วไปมักให้ความสำคัญฟูมฟาย เสียใจกว่าเรื่องอื่นใด บางคนจะเป็นจะตาย ทำอะไรได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องการมีความรักเลยก็ว่าได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าส่วนใหญ่เป็นการรักตัวเองกันซะมากกว่า หนังสือเล่มนี้ มีหลากหลายสิ่งที่สะกิดให้คิด มากมายจึงเป็นหนังสือที่ติดใจ นำบางหน้ามาเก็บไว้  

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.