จากการอ่านหนังสือ หลากหลายเล่ม ล้วนแล้วแต่ได้แง่คิดแตกต่าง หนังสือบางเล่มมีบางหน้าที่อ่านแล้วประทับใจกับข้อความบางตอน จึงอยากนำมาเก็บไว้ในเวลาที่ไม่ได้หยิบหนังสือเล่มที่อ่านแล้วกลับมาอ่านอีก
วิหารที่ว่างเปล่า บันทึกการเดินทางและอ่านหนังสือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
เป็นอีกเล่มที่ชอบมาก ได้หลากหลายอรรถรสจากบันทึกการเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ของผู้เขียน การเดินป่า การออกทะเล แต่สิ่งที่ชอบนอกเหนือจากการเขียนบันทึกการเดินทาง ตรงที่ “และอ่านหนังสือ” เพราะการอ่านหนังสือของตัวผู้เขียนแล้วได้นำบางตอนของหนังสือแต่ละเล่มเข้ามาสอดแทรกไว้ในวิหารที่ว่างเปล่า ที่อัดแน่นไปด้วยหลายบท หลายเล่ม หลายตอน ทำให้เราได้มีโอกาสรับรู้บางหน้า บางตอนของหนังสือที่เรายังไม่เคยอ่าน ถูกคัดตัดมาผสมผสาน กับชีวิตและแนวความคิดในหนังสือบันทึกการเดินทาง พร้อมสอดแทรกทัศนคติ แนวคิดของผู้เขียนลงไป ภาษาที่ใช้อ่านแล้วลึกซึ้งกินใจ มีความหมายที่บางครั้งต้องนึกย้อนกลับมาที่ตัวเอง หรือมองออกไปในสังคมยุคปัจจุบัน เป็นหนังสืออีกเล่มที่ขณะอ่านไม่อยากละวางก่อนจบเล่ม
บางหน้าหนังสือที่นำมาเก็บไว้จากการอ่านเล่มนี้เป็นบทที่ผู้เขียนนำมาจากหนังสืออีกเล่ม และสอดประเด็นความเห็นไว้
ในหนังสือ ชื่อ ‘ความกล้า’ ท่านโอโชได้กล่าวไว้อย่างถูกต้องที่สุดว่า “คนเรือนล้านมักมีทัศนะผิด ๆ ว่าตัวเองกำลังรักกัน แต่นั่นก็เป็นแค่ความเชื่อของพวกเขา ความรักเป็นดอกไม้ที่บานยาก และมันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมือความกลัวหมดไปจากใจเรา อันนี้หมายถึงว่าความรักจะเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะกับคนที่ลุ่มลึกทางจิตวิญญาณเท่านั้น”
นี่เป็นเพียงประโยคที่ผู้เขียนนำมากล่าวอ้าง แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าชอบ คือ ความคิดคำเขียนที่ถูกสอดแทรกลงไปหลังประโยคนี้ว่า
แน่ละ สิ่งที่ท่านโอโชพยายามอธิบายคงไม่ได้หมายถึง ‘ความรัก’ ในระดับอารมณ์พิศวาสที่ผู้คนมีต่อเพศตรงข้าม (หรือเพศเดียวกัน) หากหมายถึงรักแท้ซึ่งเชื่อมร้อยสองวิญญาณที่ปรารถนาดีต่อกันโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน หรือถ้าพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ มันน่าจะเป็นความรักในความหมายที่สูงสุดของถ้อยคำ ความรักในระดับนี้คงไม่ใช่แค่การถือกรรมสิทธิ์ในเรือนร่างสังขาร หรือการเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งมาคอยตอบสนองความพอใจของตนเองตามนโยบาย ‘รักแล้วต้องหลอมรวม’
หากเข้าใจเช่นนี้แล้ว เราก็คงต้องยอมรับว่าที่มนุษย์ทุกข์โศกวนว่ายอยู่กับ ความรัก นั้นก็เพราะมันไม่ใช่ความรักในระดับที่ท่านโอโชกล่าวถึงจริง ๆ
สำหรับคนทั่วไป ยิ่งมีความรักก็ยิ่งมีความกล้ว อย่างน้อยที่สุดก็กลัวการพลัดพราก กลัวการสูญเสีย หรือกลัวการถูกทอดทิ้ง และจากประสบการณ์ของผม ความกลัวที่แทรกตัวมาบดบังความรักจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเราขาดความกล้าหาญในเรื่องอื่น ๆหรือเข้าใจความกล้าหาญอย่างไม่ครบถ้วน
นี่ไม่ใช่เรื่องเข้าใจง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเงื่อนไขที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน สังคมที่เรามีอยู่ทุกวันนี้คืออะไรเล่า หากมิใช่เครื่องจักรผลิตความกลัว ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง และความอ่อนแอ ไม่ว่าคุณจะผนึกตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของมันหรือแยกตัวออกมาอย่างผม ผลสุดท้ายก็ต้องถูกกัดกร่อนให้กลายเป็นสัตว์น่าสมเพชตัวหนึ่ง..ที่โหยหาความรัก เรียกร้องจากความรักโดยไม่ทันได้หวนนึกให้ชัดเจนว่าความรักคืออะไร
ในที่สุด สภาพก็ผันแปรเป็นว่ายิ่งรักก็ยิ่งไม่รัก หรือยิ่งรักยิ่งทำร้าย เพราะทั้งหมดคือ ความสับสนระหว่างรักผู้อื่น กับรักตัวเอง
ท่านโอโชกล่าวไว้ว่า “ในความรักเราเติบใหญ่ขยายตัว ในความกลัวเรากลับหดแคบเล็กลง..ในความรักเราเปิดกว้างในความกลัวเราปิดประตู..ในความรักเรารู้จักไว้วางใจ ในความกลัวเรามีแต่ความหวาดระแวง..”
เมื่ออ่านมาถึงหน้านี้ในหนังสือ ฉันตอบออกมาในใจว่าใช่เลย กับสิ่งที่ผู้เขียนเพิ่มเติม เพราะรอบ ๆ ตัวแม้จะยังไม่ผ่านชีวิตไปถึงวัยที่เรียกว่าประสบการณ์มากมาย แต่เห็นด้วยกับคำเขียนในมุมนี้ ในช่วงชีวิตที่เติบโต และเรียนรู้ชีวิต พบการเสียใจมากมายจากผู้คนรอบข้างส่วนใหญ่ไม่พ้นเรื่องความรัก ที่คนทั่วไปมักให้ความสำคัญฟูมฟาย เสียใจกว่าเรื่องอื่นใด บางคนจะเป็นจะตาย ทำอะไรได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องการมีความรักเลยก็ว่าได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าส่วนใหญ่เป็นการรักตัวเองกันซะมากกว่า หนังสือเล่มนี้ มีหลากหลายสิ่งที่สะกิดให้คิด มากมายจึงเป็นหนังสือที่ติดใจ นำบางหน้ามาเก็บไว้