ธันวา 51 ปีนี้ อากาศกำลังดี (แม้บรรยากาศในประเทศจะไม่ค่อยดี) ปีนี้มีลมหนาวพัดโชยมาชวนให้โหยหา อยากออกไปไกล ๆ เมืองที่วุ่นวายรถติด แถมอากาศก็เป็นพิษ (จะบ่นทำไมเนี่ยะ) ไปไหนดีละ ปีนี้อากาศดีจัง ยังไม่มีการเตรียมโปรแกรมไว้ล่วงหน้า แค่สนทนากับเพื่อนร่วมก๊วนไว้ว่า ถ้าไม่มีที่ไปก็คงใกล้ ๆ อุทัยก็ได้
ทำไมอุทัยก็ได้ เพื่อนมีเพื่อนบ้านรุ่นน้องที่ไปดูแลรีสอร์ท ริเวอร์เลคอยู่ที่นั่นเคยชวนให้แวะไปเยือน อุทัยจะมีอะไรให้เที่ยวน๊า คิดแบบนี้จึงได้ลงอุทัยไว้ในความคิดอันดับสุดท้ายเมื่อหาที่ไปไม่ได้
อุทัยธานี มีอะไรให้เที่ยวเหรอ เป็นคำถามที่มักได้ยินปนสงสัยไปด้วยเหมือนกัน เพราะคนส่วนใหญ่จะไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อและคนนิยมไปกันมากมาย การไปครั้งนี้ ก็ไม่คาดหวังจะมีอะไรให้ดูมากมาย แค่หาที่ไปกับเพื่อนตามความอยากเมื่อลมหนาวมาเยือน ข้อมูลก็แค่รู้คร่าว ๆ ที่น่าสนใจ คือได้ล่องเรือในแม่น้ำสะแกกรัง นอกนั้นเดี๋ยวลองไปเสาะแสวงหาดู ถ้าไม่มีอะไรก็ได้พักผ่อนเล่น ๆ ที่รีสอร์ท รับอากาศดี ๆ เข้าปอดก็เพียงพอแล้วสำหรับการเดินทางดี ๆ กับเพื่อนๆ เวลาลงตัวทุกคน ทาง Uthai River Lake Resort ได้รับคำยืนยันจากพวกเราจะไปพักวันที่ 7-9 ธันวา ก่อนหน้านี้เกรงว่ารีสอร์ทจะไม่ว่าง เพราะปกติช่วง High Season แบบนี้จะเต็มไปด้วยชาวต่างชาติ โชคดีเป็นของเรา โชคร้ายเป็นของทางรีสอร์ท สำหรับการปิดสนามบิน พวกเราขอลี้หลบไปพักจากเหตุการณ์วุ่นวาย ณ ขณะนี้
วันที่ 7 นัดเจอลาดพร้าวราว 8.15 น.ครบองค์ประกอบ 6 คนกำลังดีกับซาฟีร่า มุ่งหน้าวิภาวดีไปสู่สายเอเซีย เข้าเขตสิงห์บุรี ท้องร้องแล้วแวะแถวปั้ม เติมพลังงานด้วยอาหารตามสั่ง ต้มเลือดหมู และขนมถ้วยหลังเติมพลังให้คนเลิกบ่นหิว ๆ แล้ว ไปกันต่อ ขับรถไม่นานเกินรอเข้าเส้นทาง 333 เขตอุทัย ขับต่อไปอีกนิดหน่อยก็จอด ก็ถึงรีสอร์ทแล้วนิ 

กิจกรรมในวันนี้ ไม่รีรอ หลังขนสัมภาระเข้าที่พัก ผจก.รีสอร์ท น้องติ้ว เพื่อนบ้านรุ่นน้องของเพื่อน และผู้ดูแลทุกคนให้การต้อนรับอย่างดี ผจก.ดูแลและพาเที่ยวทำให้เรารู้จักอุทัยไวขึ้น กิจกรรมท่องเที่ยวถูกนำเสนอ ด้วยการเที่ยวในเมืองก่อน เพราะว่าเวลาเหลือแค่ครึ่งวัน สำหรับวันแรกนี้ ที่แรกก็ไปกันเลย
วัดสังกัสรัตนคีรี เป็นที่ตั้งของมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง ด้านหน้ามีระฆังใบใหญ่เก่าแก่ ถือกันว่าเป็นระฆังศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ไปเที่ยวอุทัยธานีแล้วไม่ได้ขึ้นไปตีระฆังใบนี้ก็เหมือนกับไม่ได้มาเยือนอุทัยธานี ฟังความเล่าไว้ ตีซะหน่อยจะเป็นไร ส่วนเพื่อน ก็พยายามโยนเหรียญให้ลงสะดือองค์พระสังกัจจายน์ พระแห่งความโชคลาภ ที่มีความเชื่อกันว่าให้อธิฐานก่อนโยนถ้าโยนลงก็ถือว่าจะได้โชคมีลาภ จากที่นี่ไปต่อ ชมวัดท่าซุง หรือวัดจันทาราม เพื่อชมปราสาททอง และ วิหารแก้วอันสวยงามอลังการ แต่ก่อนไปหาอะไรใส่ท้องก่อน แวะกินก๋วยเตี๋ยวคนละชาม และที่นี่เป็นที่สักการะสังขารที่ไม่เน่าเปื่อยของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ใช้เวลาที่นี่ไม่นานนักต้องกลับไปที่รีสอร์ท เพราะนัดเรือเพื่อล่องลำน้ำสะแกกรัง เป็นโปรแกรมต่อไป
เมื่อกลับมาที่รีสอร์ทอีกครั้งระหว่างรอเรือมารับ ก็นั่งเก็บภาพบรรยากาศหน้ารีสอร์ท มีหมา 2 ตัว ชื่อเจ้าแดงกับคำแพง หมาของรีสอร์ทมาร่วมด้วย จนกระทั่งได้ยินเสียงตะโกนร้องลั่น งู ๆ ทุกคนตกใจรีบไปเป็นไทยมุง แต่เจ้างูเลื้อยเข้าไปในกอต้นเข็ม คนสวนจึงเรียก เจ้าแดง เหมือนมันจะรู้ว่าเป็นหน้าที่เมื่อถูกเรียกหา ก็รีบมาจัดการกับงูซะคาปากจมเขี้ยว เห็นแล้วก็หวาดเสียวลุ้นแทนกลัวมันจะโดนกัด แต่มันฟัดซะอยู่แถมเฝ้าดูไม่ห่าง หากยังจะเลื้อยต่อมีหวังต้องเละคาปาก เจ้าแดงถูกชื่นชมเยินยอว่าเก่ง คราวนี้พวกเราเลยผูกมิตร ตีสนิทเป็นเพื่อนกับแดง จะได้ไม่ต้องระแวงตัวอะไรต่อไป
เรือมาแล้ว ๆ เสียงตะโกนแจ้วมาจากทางท่าน้ำ พวกเราจึงรีบไปลงเรือ ล่องไปตามลำแม่น้ำสะแกกรัง บรรยากาศและวิถีชีวิตริมน้ำ ธรรมชาติสองฝั่งคลอง มองทั้งผ่านเลนส์ และผ่านตา เก็บภาพถ่ายที่สวยงาม ไว้ตลอดเส้นทางจนถึงท่าน้ำใกล้ตลาด ติ้วได้นำรถกะบะมารอรับตรงจุดนี้เพื่อประหยัดเวลาอีกครั้งในการกลับไปรีสอร์ท เพื่อเริ่มกิจกรรมถัดไป
ปั่นจักรยาน น่าจะเป็นกิจกรรมสุดท้ายสำหรับวันแรก พวกเราไม่หยุดพักให้เสียเวลา เพราะว่าฟังการสาธยายจากติ้วแล้ว อยากรู้อยากเห็นอยากสัมผัสถิ่นอุทัยไปทุกที่ เท่าที่เรามีเวลาในการมาครั้งนี้
เส้นทางจักรยาน ที่เราไปผ่านทุ่งนา ถนนไม่ขรุขระขี่สบาย ไม่ค่อยมีรถผ่าน นาน ๆ จะมีมาสักคัน สนุกสนานกันใหญ่
เมื่อปั่นไปไม่นานนัก เพื่อน ๆ ที่นำหน้าไปก่อน แต่กลายเป็นล้าหลังอยู่กลางทาง 1คน เราคนสุดท้ายที่ขี่ตามมาก็ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าตาแสดงอาการไม่ค่อยดีสักเท่าไร เจ้าเพื่อนคนนี้ก็บ่นออกมาว่าเบาะจักรยานมันแข็งเจ็บ (ฮ่าๆ..นึกภาพเอาเองสุดจะบรรยาย)ฉันเลยต้องสละผ้าพันคอไปรองเบาะให้อีกชั้นหนึ่ง ช่วยทุเลาไปให้ถึงจุดหมายจนกระทั่งมาจอดพักบริเวณใกล้ถึงตลาดแวะชมทัศนียภาพริมน้ำสะแกกรัง เมืองอุทัยฯ น่าใช้จักรยาน พวกเราขอยืนยันจากประสบการณ์จริง ติ้วดูอาการเพื่อนเราคนนั้นแล้วท่าจะขี่กลับลำบากก้น โทรเรียกรถกะบะมารับอีกรอบ ก่อนกลับก็ไปเดินตลาดสดริมแม่น้ำสะแกกรัง ซื้อของกินมากมายเห็นอะไรก็อยากลิ้มชิมรสไปซะทุกอย่าง เลยได้อาหารติดไม้ติดมือมาคนละอย่างสองอย่างรวมกันแล้วมากมายสำหรับเสบียงมื้อเย็น แล้วเราก็เข้าเซเว่น ซื้อเครื่องดื่มกลับไปด้วยนิดหน่อย 
ถึงรีสอร์ททำธุระอาบน้ำเรียบร้อย พร้อมกันที่สนามหญ้า ติ้วโทรสั่งอาหารจากร้านที่อื่นมาให้เพราะที่รีสอร์ทไม่ได้เตรียม เนื่องจากไม่มีแขกอื่นมาพักนอกจากพวกเรา แต่อาหารถูก และอร่อยมาก ปลาแรดทอดน้ำปลา ต้มยำ แกงป่าปลาสับนก ผัดผักรวม ปลาซิวทอดกรอบ แค่ 350 บาทเอง หลังอาหารหลักลงท้อง วงสนทนาพร้อมเครื่องดื่มที่ผสมดีกรีนิดหน่อยที่พอจะช่วยบรรเทาความหนาวเย็นได้บ้างก็เริ่มต้นขึ้น บรรายากาศดีมั่ก ๆ สักพัก ติ้วเดินถือกีตาร์มาเติมบรรยากาศด้วยเสียงเพลงให้ครื้นเครงไม่ให้คืนนี้เงียบเกินไป
เปิดเพลงแรกมา รักคือฝันไป (เพลงบอกอายุ อิอิ:) แต่น้องติ้วร้องได้ ”รักมิใช่ดวงดาวเมื่อพราวแสง ใช่ร้อนแรงดั่งแสงอาทิตย์ส่อง….” บทเพลงทำให้เราอดแหงนมองท้องฟ้าหาดวงดาวไม่ได้ แต่ค่ำคืนนี้ที่อุทัยท้องฟ้าไม่มืดสนิทมีแสงจากดวงจันทร์ส่องสว่างจึงมองไม่ค่อยเห็นดวงดาวมากนัก แดงนั่งเฝ้าพวกเราไม่ห่างเพราะห่วงอาหารไม่ได้ห่วงพวกเราหรอกนะ เสียงดนตรีบรรเลงร่วมร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ผสมผสานเสียงหัวเราะสลับเป็นพัก ๆ เพราะนอกจากติ้วจะเล่นกีตาร์แล้วยังเล่นตลกเรียกเสียงฮา ด้วยมุกตลก ๆ มากมาย ไหลไปได้เรื่อย ๆ หัวเราะกันเหนื่อย

เสียงเพลงยังคงบรรเลงไปเรื่อย ๆ จนสายกีตาร์ขาดจากการฟาดจังหวะด้วยมืออูม ๆ ของผจก. และเวลาล่วงเลยไปตีหนึ่ง ซึ่งดีกรีที่ซื้อมาก็หมดเหมือนกัน ทุกคนจึงลงความเห็นว่าเราควรไปนอนเพราะพรุ่งนี้ไม่ควรตื่นสายมีอะไรรอเราไปแสวงหาอีกมากมาย จึงแยกย้ายกันแค่นี้สำหรับความสรวลเสเฮฮา 1 วันที่เต็มไปด้วยสีสันมากมาย
อรุ่นแรกที่อุทัย บรรยากาศหน้าห้องพักมีหมอกบาง แต่ไม่ทันดูพระอาทิตย์ขึ้น ค่อนข้างสายไปนิดหนึ่งสำหรับเช้านี้ เพราะเมื่อคืนก็นอนกันดึก ทุกคนตื่นตาม ๆ กันมาเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนๆ โหลดรูปดูอยู่ หลังจากนั้นก็ไปนั่งเล่นหน้ารีสอร์ท พร้อมอาหารเช้า เมนูข้าวต้มไก่ ไข่ดาว ไส้กรอก พร้อมกาแฟ แล้วแต่ใครจะเลือกทาน หลังมื้อเช้าพวกเราก็เตรียมตัวไปปีนเขา สำหรับวันที่สองของทริปนี้ที่อุทัย ไปปีนเขาปลาร้า และหุบป่าตาด ต่อด้วยห้วยขาแข้ง ถ้าแรงยังเหลือเผื่อไปทัน ชมน้ำตก และถ้ำ นี่เป็นเพียงการวางโปรแกรมคร่าวๆ ที่นำเสนอโดยผจก.

วันนี้ติ้วนำรถกะบะนำทางไปอีกคัน และพาเพื่อนอีกคนไปด้วย ไปถึงเขาปลาร้าสายแล้ว เกือบ 11 โมง ติดต่อกับเจ้าหน้าที่พาเดินขึ้น แล้วก็ไปสำรวจกันเลย ทุกคนไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อมสักเท่าไร เพราะคิดว่าคงเดินสบาย แต่ไหงมาเจอเส้นทางสูงชัน ระหว่างทางจึงเดินไปพักไป บ่นไปเมื่อไหร่จะถึง พวกที่ไม่ค่อยได้ออกกำลัง หรือไม่มีประสบการณ์ปีนเขา ก็จะเดินไปบ่นไปพักไปบวกกับความหิวที่เริ่มมาเยือน
เขาปลาร้า เป็นเขาที่แบ่งเขตหมู่บ้านห้วยโศก อำเภอลานสัก กับ ตำบลเขาบางแกรก อำเภอหนองฉาง เขาปลาร้ามีขนาดใหญ่ สูงชันมากประมาณ 598 เมตร สภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ต้องเดินเท้าและปีนเขา ระยะทาง 900 เมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (แต่พวกเราน่าจะใช้เกินเพราะว่าพักตลอดทาง) ถึงยอดเขาและแลเห็นภูมิประเทศที่สวยงาม ข้างบนมีป่าไม้มะค่า หน้าผาด้านตะวันตกที่ระดับความสูง 320 เมตร พบภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์อายุประมาณ 3,000 ปี เป็นลายเส้นสีดำและสีแดง เขียนไว้ตลอดแนวยาวประมาณ 9 เมตร เขียนด้วยสีแดงมีกลุ่มภาพมนุษย์หลายแบบหลายลักษณะและกลุ่มภาพสัตว์ ภาพมีทั้งหมดประมาณ 40 ภาพ แสดงให้เห็นถึงสภาพชีวิตสังคมของคนยุคโบราณซึ่งเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดอุทัยธานี
ส่วนภาพพวกเราที่เห็นกันนั้น บ่งบอกถึงความอ่อนระโหยโรยแรง เพราะมื้อเช้ากินข้าวต้มคนละถ้วย มื้อเที่ยงก็ยัง มีแต่น้ำที่พกพามาด้วยกับขนมขบเคี้ยวนิดหน่อยที่แบ่งกันกินแก้หิว อย่างนี้เรียกได้ว่าหมดแรงข้าวต้มจริง ๆแต่ยังไงพวกเราคงไม่กลับหลังหันกัน ณ ที่ตรงนี้ ไหน ๆ ก็ขึ้นมาถึงนี่กันแล้วจะให้คลาดแคล้วที่หมายได้ยังไง กลับลงมาด้วยความทุลักทุเลนิดหน่อย เพราะว่าทางที่เดินเท้าเป็นหินก้อนๆ บวกความชัน จึงเดินลำบากต้องระวังการลื่นไถล และทุกคนหิวหมดแรงจะขึ้นหุบป่าตาดต่อ เวลาก็ล่วงไปสามโมงกว่า กลัวว่าจะไปห้วยขาแข้งไม่ทัน จึงสรุปว่าข้ามการขึ้นหุบป่าตาดไปติดไว้ว่า คราวหน้าจะหาเวลาแวะมา แต่ตอนนี้ขอเวลาไปหาข้าวกินก่อน
ร้านแตนริมทาง เจ้าถิ่นแนะนำว่าอาหารอร่อย อืม..อร่อยจริงด้วยบวกความหิวเข้าไปยิ่งอร่อยมาก ที่นี่มีเรื่องเล่ากับเจ้าหมา ชื่อ หูตั้ง หมาที่มีแม่แสนรู้ สามารถเก็บเงินลูกค้าพร้อมถอนสายบัวได้ที่ร้านแตน เจ้าของร้านเล่าและทดสอบให้ดู แม่เจ้าหูตั้งเป็นหมาไทยสีน้ำตาลแดง มีลูกมาแล้ว 9 คอก ๆ ละ 9 ตัว เจ้าหูตั้งนี้เป็นคอกสุดท้ายที่ทางร้านเก็บไว้ เพราะแม่มันเริ่มแก่แล้ว และคิดว่าจะฝึกให้เหมือนแม่ ดังที่เกริ่นไว้แต่แรกว่ามาอุทัยมีอะไรให้ติดใจแม้แต่หมา แม่เจ้าหูตั้งคาบหนังสือพิมพ์มาให้ที่โต๊ะเรา ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าอะไร แต่คงไม่ใช่เป็นการเล่นซน เพราะคาบมาทั้งเล่มแล้วมาส่งให้เพื่อนพอเพื่อนรับมา เจ้าหมาก็นั่งรอ ก็เลยให้พวกไก่กับปลาทอดแบ่งไป พอจะกลับเจ้าของร้านเล่าว่าฝึกให้คาบหนังสือพิมพ์ให้ลูกค้า พร้อมกับเรียกแม่หูตั้งมาโชว์การถอนสายบัว เมื่อบอกว่าได้เงินค่าอาหารแล้ว โดยแกล้งล้วงกระเป๋าว่าจะให้เงิน มันยื่นขาหน้าสองขาไปข้างไม่เท่ากัน และย่อตัวลง ลักษณะเหมือนช้างย่อ เสียดายไม่ได้เก็บภาพ เพราะมัวชื่นชมความสามารถของแม่หูตั้งกัน แล้วเราก็ต้องรีบไป เพราะเวลาบ่ายสามกว่าแล้วไม่อยากแคล้วคลาดพลาดไปอีกที่ที่อยากจะไป คือ
ห้วยขาแข้ง ไปถึงเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเลยเวลาเปิดให้เข้าแล้วเราไปถึงบ่ายสี่โมงกว่า แต่น้องติ้วอ้อนวอนขอร้องขอเข้าไปหน่อย เพราะไหนๆก็ขับมาถึงแล้ว และยังไม่เคยมา เจ้าหน้าที่ใจดี ให้เข้าและให้รีบกลับออกมาก่อนมืดนะ เราก็เร่งความเร็วรถเท่าที่จะทำได้ก็ไปถึงก่อนพระอาทิตย์ลา พวกเราเหมือนกระดี่ได้น้ำเลย พอเจอลำห้วยทับเสลาที่ไหลผ่าน ลงไปเล่นน้ำเย็นเจี๊ยบเลย อยากเล่นนาน ๆ แต่เวลาไม่มี รีบไปเยือน บ้านสืบ นาคะเสถียร ก่อนจะค่ำมืดเสียก่อน ใช้เวลาที่ห้วยขาแข้งแบบเร่งรีบ มีเวลาน้อยมาก ยังไงก็คุ้มค่ากลับการมาเยือน ถ้าโอกาสหน้าได้มาอีกคราว พวกเราคงได้สัมผัสความเป็นธรรมชาติได้นานกว่านี้ กลับจากห้วยขาแข้งสู่เส้นทางหลักได้ก็มืดพอดี
ความเร่งรีบพยายามเก็บเกี่ยวการเที่ยวชมแต่ละที่มารู้กายตอนค่ำนี้ทุกคนบ่นปวดเมื้อยขา อยากไปหาที่นวด แต่ตอนนี้เวลานี้ กว่าจะถึงรีสอร์ทอีกที ก็ไม่มีหมอนวดแล้ว ติ้วจึงเสนอไปบ่อน้ำพุร้อน ที่นั่นเขาเปิดให้แช่ขาได้ไม่จำกัดเวลา แล้วก็พากันไปถึงที่นั่นก็มืดแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ออกมาเปิดไฟ เปิดน้ำพุให้ไหลมาในบ่อแช่ ทุกคนไม่รีรอแช่ขาลดความเมื้อยล้าลงได้นิดหน่อย พอสบายเท้าแล้วก็รีบกลับรีสอร์ท ก่อนกลับทุกคนยังคิดกันว่าคืนนี้จะเฮฮาได้อีกเหมือนคืนก่อน เพื่อเก็บบรรยากาศเหมือนเช่นคืนที่ผ่านมาอีกหนึ่งคืน ติ้วอาสาไปหาซื้ออาหารมาให้สำหรับเป็นมื้อเย็น เพราะว่าเวลาเกือบสามทุ่มร้านส่วนใหญ่ปิด แต่ก็หาอาหารแสนอร่อยมาให้พวกเราจนได้ ด้วยมาตาฐานเดิมราคาถูกบวกรสชาติดีอร่อยมาก เมนูน้ำพริกปลาร้าสับพร้อมผัก ผัดถั่วกับหมู ปลาลวกจิ้ม ผัดผักอะไรจำไม่ได้แต่อร่อย ต้มยำ และหมูทอด ทั้งหมดนี้ 300 บาท
วันนี้มื้อค่ำเริ่มที่เกือบสี่ทุ่ม ค่อนข้างจะดึกเพราะกลับมาช้า ค่ำคืนนี้ดูทุกคนอ่อนระโหยโรยแรงมาก เมื่อท้องตึงหนังตาเริ่มหย่อนทีละคนอย่างเห็นได้ชัด ติ้วยังคงทำหน้าที่เดิมอุตส่าห์ใส่สายกีตาร์เตรียมมาสำหรับคืนนี้ เพราะนัดกันไว้แล้วตอนเดินเขา ว่าคืนนี้เจอกันเพ่!เหมือนเดิม แต่แล้วพวกพี่สภาพไม่เหมือนเดิม ติ้วพยายามบิ้วเสียงเพลงเรียกความครื้นเครง พวกพี่ก็พยายามจะฝืนหนังตาไม่ให้ตกแล้วไม่สำเร็จ ทุกคนหมดแรงจึงลาไปนอนตอนใกล้เที่ยงคืน
อีกเช้าหนึ่งวันที่ 9 วันที่เราต้องก้าวไปจากที่นี่แล้ว เช้านี้ตื่นเช้ากว่าเมื่อวานเพราะตั้งใจจะมาสัมผัสกลิ่นไอหมอกยามเช้าหายใจเข้าลึกๆให้เต็มปอด รอภาพงามตาตอนพระอาทิตย์โผล่พ้นหลังพงหญ้า ที่อยู่ไกลตาลิบๆ หลังจากนั้นจะไปเดินตลาดริมคลองตอนเช้า วันนี้อากาศหนาวกว่าวันที่ผ่านมา อากาศดีมากเลย ความรู้สึกที่ยืนรับอากาศเย็นยังไม่อยากกลับไปเห็นกรุงเทพฯ ติดใจที่นี่เราชวนกันไว้ว่า คราวหน้าเรามากันอีกนะมาสัมผัสธรรมชาติที่เหลือที่พวกเรายังไม่ได้ไปเยือน หลังพระอาทิตย์ส่องแสงจนเริ่มสายแล้ว ก็ไปเดินตลาดยามเช้ากันต่อ มาอุทัยที่จะขาดไปเสียไม่ได้ ก็คงเป็นขนมปังสังขยาที่ขึ้นชื่อ แม้ว่าตอนนี้จะหาซื้อได้ที่กรุงเทพฯก็ตาม แต่มาเยือนถึงถิ่นก็ต้องกินและซื้อกลับไปเป็นของฝาก ตลาดเริ่มวาย สายแล้วเราก็กลับมาทานมื้อเช้าที่รีสอร์ท แดงเจ้าเดิม ขอขนมกินอีกแล้ว เอามือวางไว้บนขาเพื่อนเรา ไม่ให้ก็ใจร้ายเกินไปแล้วกับน้องหมาตาน้ำตาล นั่งคุยจนใกล้สิบโมงกว่า เห็นทีว่าจะต้องไปเตรียมตัวเก็บของลงเป้ เพื่อเดินทางกลับไปใช้ชีวิตในเมืองที่วุ่นวายเช่นเดิม
ทำไงได้ทุกชีวิตย่อมมีช่วงเวลาสลับสับเปลี่ยนวิถีแบบนี้แหละ จัดสรรเวลามาแสวงหาสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตบ้างในบางที…สำหรับที่นี่มีสิ่งที่ประทับใจมากมายกว่าที่คิดไว้..และติดใจอยากมาอีกหากมีเวลาที่จัดสรรลงตัว ไม่มีช่วงไหนเลยที่ไม่สนุกสนาน เฮฮา รอยยิ้มเปื้อนหน้าเสมอที่ใช้เวลากับที่นี่..แต่ต้องลากลับไปก่อนในตอนนี้ ภาพถ่ายมากมายแค่ไหนคงไม่สามารถบรรยายความรู้สึก ความทรงจำที่ได้สัมผัสมา เป็นเพียงเรื่องเล่าถ่ายทอดบางส่วนเท่านั้น คราวหน้าจัดเวลาให้ว่างเว้นจากงาน และการอื่นๆอีกนะ จะได้มาแสวงหาสิ่งดีๆ แบบนี้ร่วมกัน
*ขอบคุณ น้องติ้ว ผจก.รีสอร์ท ที่สละเวลาพาพวกเราท่องไปทุกที่ หาอาหารดีอร่อย ๆ คอยบริการ ทำหน้าที่บรรเลงดนตรีให้มีเสียงเพลง ครื้นเครง ด้วยเสียงหัวเราะ ทำให้ตลอดทริปนี้มีหลากสีสัน
*ขอบคุณ เพื่อนร่วมทาง ที่มาเติมสีสันวาดภาพความสนุกสนาน ครั้งนี้ให้มีไว้ในความทรงจำ